วันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2551

การช่วยเหลือเด็ก LD

การช่วยเหลือเด็ก LD
การช่วยเหลือที่สําคัญที่สุด คือการจัดการศึกษาพิเศษในรูปแบบที่เหมาะสมกับเด็กในแต่ละรายปัจจุบันประเทศไทยยังมีครูการศึกษาพิเศษไม่เพียงพอกับความต้องการของเด็ก ดังนั้นการช่วยเหลือเด็ก LD จะต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างครูการศึกษาพิเศษ ครูประจําชั้น นักจิตวิทยา และผู้ปกครอง
การจัดการเรียนการสอน
การจัดการเรียนการสอนจําเป็นต้องทําแผนการเรียนการสอนเฉพาะบุคคลที่เรียกว่า Individual EducationPlanning (IEP) โดยจัดทําเป็นเทอมหรือเป็นปีก็ได้ มีการกําหนดวัตถุประสงค์ของการเรียนอย่างเป็นขั้นตอนและกําหนดกลวิธีที่จะไปถึงเป้าหมายนั้นด้วย ควรเขียนในรูปแบบที่เข้าใจง่ายและนําไปปฏิบัติได้
ส่วนประกอบของแผนการเรียนการสอนเฉพาะบุคคล (IEP)
ข้อมูลความสามารถ หรือระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เทียบเท่ากับระดับชั้นใด เช่น เด็กเรียนชั้น
ป. 3 อาจมีความสามารถทางการอ่านการเขียนอยู่ในระดับชั้น ป. 1 และความสามารถทางคณิตศาสตร์ในระดับชั้น ป. 2 เป็นต้นเป้าหมายและวัตถุประสงค์ ควรวางแผนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
กําหนดเกณฑ์และมีการประเมินว่าเด็กทําได้ตามวัตถุประสงค์หรือไม่ในการจัดการเรียนการสอน งานวิจัยทางการศึกษาพบว่าหากครูนําหลักการสอนที่ถูกต้องและเหมาะสมไป
ใช้ จะช่วยให้เด็กเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่ หลักการที่เหมาะสมมีดังนี้
หลักการทั่วไป
1. สอนจากสิ่งที่ง่ายที่สุด การเริ่มต้นที่ดีควรเริ่มในระดับที่ต่ำากว่าความสามารถของเด็กเล็กน้อย ทั้งนี้เพื่อให้เด็กรู้สึกว่าตนประสบความสําเร็จในการเรียน ทําให้เด็กมีกําลังใจที่จะเรียนในระดับที่ยากขึ้นต่อไป
2. สอนจากสิ่งที่เด็กคุ้นเคยไปหาสิ่งที่ไม่คุ้นเคย เด็กสามารถเข้าใจบทเรียนได้ง่ายถ้าครูเริ่มต้นจากสิ่งที่เด็กคุ้นเคย จากนั้นสอนเพิ่มเติมในสิ่งที่เด็กไม่คุ้นเคย
3. ให้โอกาสเด็กเลือกเรียน เด็กควรมีโอกาสเลือกเรียนหรือเลือกทํากิจกรรมที่ตนเองสนใจ
4. ให้เด็กมีความสุขในการเรียน เด็กที่มีความสุขในการเรียนจะมองตนในแง.ดีและสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนและครูได้
5. ใช้ประสบการณ์ตรง ครูควรเปิดโอกาสให็เด็กได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงในเรื่องนั้น ๆวิธีการนี้จะช่วยให้เด็กเข้าใจบทเรียนได้ง่ายขึ้น รวมถึงการให้เด็กมีโอกาสศึกษาหาความรู้ด้วยตนเอง
6. ส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้ตามขีดความสามารถของตน การเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพควรจัดให้สอดคล้องกับความสามารถในการเรียนรู้ของเด็ก เพราะเด็กแต่ละคนจะมีความก้าวหน้าในการเรียนไม่เหมือนกันและใช้เวลาเรียนในเรื่องเดียวกันแตกต่างกัน ดังนั้นเด็กพิเศษอาจต้องสอนเป็นรายบุคคล สอนกลุ่มเล็ก ติวก่อนเข้าเรียนหรือสอนเสริมหลังเลิกเรียน ซึ่งขึ้นอยู่กับความพร้อมของเด็กและครูผู้สอน จําเป็นต้องใช้วิธีการสอนหลายรูปแบบผสมผสานกัน
7.ใช้แรงเสริมอย่างมีประสิทธิภาพ เด็กต้องการกําลังใจจากครูอย่างสม่ำเสมอ คําชมจากครูจึงเป็นสิ่งสําคัญเพียงแต่ครูพูดว่า “ดี ดีมาก ถูกต้อง” หรือแม้แต่ ให้ “แต้มดาว” จะช่วยใฟ้เด็กมีกําลังใจและพยายามมากขึ้น
8. กระตุ้นให้เด็กใช้ความคิด ลักษณะการเรียนการสอนควรเปิดโอกาสให.เด็กได้ร่วมแสดงความคิดเห็น เช่น
8.1 สถานการณ.สมมุติ ครูอาจสร้างสถานการณ.สมมติเพื่อให้เด็กร่วมแสดงความคิดเห็น
8.2 ครูให้การบ้านที่เด็กสามารถหาคําตอบได้หลาย ๆ คําตอบ
8.3 วิธีถามตนเอง ครูอาจกระตุ้นให้เด็กตั้งคําถามเกี่ยวกับเนื้อหาที่เรียน เช่น เรื่องราวเกี่ยวกับอะไร
โจทย์ถามอะไร วิธีทําอย่างไร
9. ให้เด็กเรียนจากเพื่อน เด็กเก่งอาจช่วยครูอธิบายบางวิชาให้เพื่อนฟัง หรือเพื่อนช่วยอธิบายเพิ่มเติมให้แก้เพื่อนที่นั่งใกล้ ๆ
10. แจ้งผลการเรียนให้เด็กทราบโดยเร็ว ช่วงแรก ๆ เด็กจะกระตือรือร้นอยากทราบคําตอบ เมื่อพบว่าเด็กตอบผิดครูควรบอกให้เด็กทราบ ช่วยเหลือเด็กได้ปรับปรุงแก้ไขและอธิบายเพิ่มเติมในสิ่งที่เด็กไม่เข้าใจ
11. ให้ทบทวนบทเรียนบ่อย ๆ โดยให้เด็กสรุปสิ่งที่เรียนมาแล้ว นําบทเรียนมาทบทวนบ่อย ๆ ในรูปกิจกรรมอื่น
12. สอนโดยการเน้นย้ำา เชื่องโยงกับวิชาอื่นด้วย เด็ก LD จะเรียนรู.ช.า มักเรียนได้หน้าลืมหลัง ครูอาจใช้วิธีเชื่อมโยงบทเรียนกับวิชาอื่น ๆ เพื่อเน้นนย้ำให้เด็กเข้าใจบทเรียนและจําได้แม่นยําขึ้น
13. จัดห้องเรียนให้เอื้อต่อการเรียน เด็กที่มีความบกพร่องด้านการเรียนรู้มักมีสมาธิสั้นร่วมด้วย ดังนั้นห้องเรียนควรมีผนังกั้นทั้ง 4 ด้าน จัดห้องให้เป็นระเบียบ สวยงาม และมีเสียงรบกวนจากภายนอกน้อยที่สุดเพื่อไม่ให้เด็กวอกแวกง่าย
14. ใช้คําสั่งที่สั้นและเข้าใจง.าย ครูควรใช้คําสั่งสั้น ๆ ที่เข้าใจง่าย นําไปปฏิบัติได้
15. มองหาจุดเด่น-จุดด้อยเด็ก ส่งเสริมให้เด็กแสดงความสามารถพิเศษหรือเป็นคนเก่งในจุดที่เขามีศักยภาพ
16. ให้เด็กมีโอกาสแสดงความเป็นผู้นํา เพื่อให้เด็กพัฒนาความเป็นผู้นํา
หลักการเฉพาะ
1. เทคนิคการจําคํา (Word recognition)
2. เทคนิคการสะกดคํา
2.1 การดู-ปิด-เขียน-ตรวจสอบ เริ่มด้วยลอกคําศัพท์ที่ยาก หรือคําที่มักเขียนผิดบ่อยหรือคําศัพท์ท้ายบท จากนั้นลองปิดสมุดเขียนคําศัพท.จากความจําตอมาบอกให้เขียน ตรวจสอบแล้วแก้ไขคําผิด
2.2 การใช้หลักภาษา ให้เด็กใช้หลักภาษาจนขึ้นใจ ฝึกอ่านและเขียนตามหลักภาษา ถ้าคําใดเป็น
ข้อยกเว้นให้ใช้วิธีการ จํา เพื่อชดเชยข้อบกพร่อง
3. เทคนิคการฟัง-พูด-อ่าน-เขียน การเรียนการสอนโดยใช้ประสบการณ.ทางประสาทสัมผัสหลาย ๆ ด้านไปด้วยกัน (Multisensory experience) เช่น การได้ยิน การเห็น การสัมผัสด้วยมือไปพร้อม ๆ กัน
( อ้างอิงมาจากชมรมผู้ปกครองสมาธิสั้นแห่งประเทศไทย จดหมายข่าวเดือนกุมภาพันธ์ - มีนาคม 2551 )

ไม่มีความคิดเห็น: